วันพุธที่ 12 มกราคม พ.ศ. 2554

ควรรู้! คําศัพท์เครื่องสําอางค์

วันนี้พาคุณผู้หญิงทั้งหลายมาเรียนรู้คําศัพท์เครื่องสําอางค์เพื่อ ประโยนช์ครั้งหน้าในการเลือกซื้อเครื่อง สำอางค์ได้อย่างตามความต้้องการที่ถูกต้องของคุณ ๆ ค่ะ เพราะถ้าคุณรู้ คําศัพท์เครื่องสําอางค์ ก็จะทำให้คุณได้รับประโยชน์แก่ผิวของคุณได้อย่างเต็มที่เพื่อผิวสวยและนุ่ม นวลค่ะ


 คําศัพท์เครื่องสําอางค์

Anti-aging : เครื่องสำอางที่มีคุณสมบัติต่อต้าน ลบเลือน หรือชะลอการเกิดริ้วรอยก่อนวัย พบมากในผลิตภัณฑ์ดูแลผิวหน้าและผิวกายที่เกิดริ้วรอยได้ง่าย รวมไปถึงผลิตภัณฑ์ที่ใช้กับริมฝีปากและรอบดวงตาด้วย นอกจากนี้ยังมีคำว่า Age-defense, Anti-wrinkle, Time Defiance ที่มีความหมายเดียวกัน

Fragrance Free : คือปราศจากส่วนผสมที่เป็นน้ำหอม (สังเคราะห์จากสารเคมี) ซึ่งอาจก่อให้เกิดอาการแพ้หรือระคายเคืองได้ในผิวที่บอบบางแพ้ง่าย

Allergy Tested : หากมีคำนี้ก็แสดงว่าเครื่องสำอางชนิดนั้นได้ผ่านการทดสอบแล้วว่าไม่แพ้

Non-alcohol :
ไม่มีส่วนผสมของแอลกอฮอล์ ซึ่งมักพบในผลิตภัณฑ์บำรุงผิวสำหรับคนผิวแห้ง แต่สำหรับคนผิวอื่น ๆ ก็ควรเลือกใช้เพราะเป็นสาเหตุให้น้ำหล่อเลี้ยงผิวตามธรรมชาติจะถูกกำจัดออก ไปทำให้ผิวมีความแห้งตึงและแพ้ได้

Against Animal Testing : มี ความหมายว่า ไม่มีการทดสอบกับสัตว์ทดลอง (ซึ่งจะทำการทดสอบกับอาสาสมัครที่เป็นคนแทน) จึงเป็นการบ่งบอกถึงศีลธรรมจรรยาไม่เกี่ยวข้องกับสรรพคุณของเครื่องสำอางแต่ อย่างใด

Firming/Lift :
เป็นคุณสมบัติที่ช่วยยก กระชับผิวให้เต่งตึง ลดเลือนริ้วรอยเหี่ยวย่น แลดูอ่อนเยาว์ขึ้น มักมีส่วนผสมของสารที่ทำให้ผิวเกิดการตึงตัวซึ่งจะอยู่ได้เพียงไม่กี่ ชั่วโมงจากนั้นก็จะกลับมาเป็นเหมือนเดิม ดังนั้นเครื่องสำอางที่มีคุณสมบัติกระชับผิวที่ดีจะต้องมีส่วนผสมของสาร บำรุงผิวเข้าไปด้วย เช่น คอลลาเจน หรือสารที่ช่วยกระตุ้นให้ผิวผลิตคอลลาเจนเพิ่มขึ้น ผิวจึงจะดีขึ้นได้ในระยะยาว

Oil Control/Shine Control : เครื่องสำอางที่ผสมสารบำรุงผิว (มอยเจอร์ไรเซอร์) ที่ช่วยควบคุมไม่ให้เกิดความมัน แต่ถ้าเป็นคำว่า Oil Free จะไม่มีส่วนผสมของไขมันเลย เหมาะกับคนที่มีผิวมันมาก ๆ มักมีส่วนผสมของ Cetearyl alcohol, Isopropyl myristate, Myristic acid, Palmitic acid เป็นต้น

Anti-oxidant : มีส่วนผสมที่มีคุณสมบัติ ต่อต้านการเกิดอนุมูลอิสระ ซึ่งเป็นตัวการที่ก่อให้ผิวเกิดริ้วรอยก่อนวัย สารต้านอนุมูลอิสระมีหลายชนิดด้วยกันส่วนใหญ่ได้จากการสกัดจากพืชพรรณ ธรรมชาติ

Waterproof :
คุณสมบัติที่สามารถกันน้ำได้หรือไม่ละลายน้ำ ซึ่งไม่ทำให้ตัวแป้งละลายหายไปกับเหงื่อติดทนนาน แต่ก็จะล้างออกยากเช่นกัน อาจต้องใช้ครีม (คลีนเซอร์) เช็ด

Aromatherapy : ถ้า เป็นเครื่องสำอางที่ดีจะต้องเป็น Aromatherapy ที่มาจาก Essential Oil - น้ำมันหอมระเหยบริสุทธิ์ที่สกัดจากธรรมชาติจริง ๆ จึงจะได้ผลในการบำบัดด้วย

White/Whitening : Whitening ที่ดีนั้นต้องค่อย ๆ ทำให้ขาวขึ้นอย่างเป็นธรรมชาติไม่ระเคืองต่อผิวและเชื่อถือได้ว่าไม่ผสมสาร เคมีอันตรายบางตัวที่ทำให้ผิวขาวขึ้นได้เช่นกัน

UV Filter : สามารถป้องกันรังสีอัลต้าไวโอเล็ตจากแสงแดดได้โดยจะมีส่วนผสมของสารกันแดด ที่มีค่า SPF ตั้งแต่ 15 ขึ้นไป ซึ่งครีมกันแดดที่มีประสิทธิภาพดีควรมีส่วนผสมของ Titanium dioxide และ Zinc dioxide เพราะมีอานุภาพในการสะท้องรังสี UV กลับสูง แต่ข้อเสียคือจะค่อนข้างทำให้หน้ามันเยิ้มและเป็นคราบเมื่อเหงื่อออกมาก ๆ

Hydrating Cream : คือครีมที่ให้ความชุ่มชื้นกับผิวโดยไม่ทิ้งความมันบนใบหน้า เหมาะกับผิวธรรมดาถึงผิวมัน


ผลิตภัณฑ์บำรุงผิว


สารเคมีที่มักพบในเครื่องสำอาง

สารเคมีทั่วไป

Lanolin : ลา โนลิน สารสกัดที่ได้จากธรรมชาติให้ความชุ่มชื้นแก่ผิวป้องกันการแห้งตึง แต่การวิจัยบางชิ้นพบว่าอาจก่อให้เกิดการระคายเคืองและเป็นสาเหตุหนึ่งของ การอุดตันและการก่อตัวของสิว

Mineral Oil : มิเนอ รัลออยล์ เป็นผลผลิตที่ได้จากการกลั่นน้ำมันปิโตรเลียมใช้เป็นสารทำความหล่อลื่นใน เครื่องสำอาง พบได้ในโลชั่น มอยเจอร์ไรเซอร์ ครีมล้างหน้า อายครีม ฯลฯ ซึ่งมีโมเลกุลค่อนข้างใหญ่ จึงไม่สามารถซึมลงไปใต้ผิวหนังอย่างที่เคยคิดกันแม้จะไม่ก่อให้เกิดโทษร้าย แรงแต่ก็ไม่มีประโยชน์ต่อผิว

Glycerin : กลีเซอรีน เป็นสารที่เกิดจากการเติมด่างลงไปในไขมันใช้มากในการทำสบู่และเครื่องสำอาง ที่มีคุณสมบัติช่วยเพิ่มความชุ่มชื้นให้ผิว รวมถึงน้ำยาบ้วนปากและยาสีฟันโดยได้รับการรับรองว่าปลอดภัยไม่ทำให้ระคาย เคือง

Propylene Glycol : โพรไพลีน ไกลคอล นิยมใช้กันมากในเครื่องสำอางดูแลผิวที่ต้องการคุณสมบัติกักเก็บความชุ่มชื้น และซึมผ่านเข้าสู่ชั้นผิวหนังได้ดีปลอดภัยต่อผิว

Dimethicone :
ไดเมธิโคน คือน้ำมันซิลิโคนชนิดหนึ่งใช้เป็นเบสของผลิตภัณฑ์ที่มีลักษณะเป็นครีมต่าง ๆ ไม่เป็นอันตรายต่อผิว

Polysorbate :
โพ ลีซอร์เบต มักพบในเครื่องสำอางที่มีส่วนผสมของน้ำมันหอมระเหย เพราะเป็นสื่อผสมให้น้ำสามารถเข้ากับน้ำมันหอมระเหยได้ค่อนข้างปลอดภัยต่อคน

Cocamidopropyl Betaine :
โคคามิโดโพรพิล บีเทน เป็นสารที่ได้จากน้ำมันมะพร้าวมักใช้ผสมในผลิตภัณฑ์ทำความสะอาดต่าง ๆ เช่น สบู่ แชมพู คอนดิชั่นเนอร์ หรือโฟมล้างหน้า ช่วยในการลดแรงตึงผิวของน้ำและทำให้เกิดฟอง แต่หากใช้ในปริมาณมากเกินไปอาจก่อให้เกิดอาการแพ้ได้

Butylene Glycol :
บิ วไทลีน ไกลคอล เป็นสารที่ทำหน้าที่เก็บกักความชุ่มชื้นรักษากลิ่นและความเข้มข้นของ ผลิตภัณฑ์ให้คงรูป มักเป็นส่วนผสมของโลชั่นต่าง ๆ ไม่เป็นอันตรายต่อผิว

Phenoxyethanol : ฟีน็อกซ์ ซีธานอล พบได้ในเครื่องสำอางที่มีน้ำหอมผสมอยู่เพราะมีคุณสมบัติทำให้น้ำหอมคงตัว ช่วยฆ่าเชื้อแบคทีเรียได้แต่ต้องไม่ใช้ในปริมาณที่เข้มข้นไม่เช่นนั้นอาจ เกิดอาการแพ้ได้

Sodium Chloride : โซเดียมคลอไรด์ หรือเกลือทะเลไม่ก่อให้เกิดอันตรายแต่อย่างใด แต่หากใช้ในปริมาณที่เข้มข้นเกินไปก็ทำให้ผิวแห้งและระคายเคืองได้พบในน้ำยา บ้วนปาก สบู่ อายครีม เกลืออาบน้ำ เป็นต้น

Stearic Acid : กรดสเตียริก เป็นสารที่เกิดไขมันและน้ำมันจากสัตว์จึงค่อนข้างปลอดภัย มักใช้เป็นส่วนผสมในผลิตภัณฑ์ระงับกลิ่นกาย โลชั่น ครีมรองพื้น และสบู่ มีคุณสมบัติช่วยสร้างความนุ่มนวล ลื่น เป็นประกายแวววาว


ผลิตภัณฑ์บำรุงผิว


สารเคมีที่ควรระวัง

Hydroquinone :
ไฮโดรควิโนน สารนี้เป็นส่วนผสมในเครื่องสำอางทาฝ้าหาใช้ในระยะยาวจะก่อให้เกิดผลเสียต่อ ผิวอย่างมาก เช่น แพ้ ระคายเคือง และทำให้ผิวหน้าดำคล้ำกลายเป็นผ้าถาวร

Sodium Laureth Sulfate : โซเดียมลอริธซัลเฟต พบได้ในโฟมล้างหน้า ยาสีฟัน และในแชมพูมากที่สุด(ประมาณ 90 % ของแชมพูท้องตลาด) อาจก่อให้เกิดอาการแพ้ได้ในบางคน ดังนั้นหากมีผิวบอบบางแพ้ง่ายควรหลีกเลี่ยง

Formaldehyde :
ฟอร์มาลดีไฮด์ ช่วยฆ่าเชื้อโรคและเชื้อราต่าง ๆ พบมากในยาทาเล็บ สบู่ และแชมพู หากสูดดมมาก ๆ อาจเป็นอันตรายต่อระบบหายใจได้

S. D. Alcohol : เอส. ดี. แอลกอฮอล์ ใช้ในเครื่องสำอางประเภทรักษาความมันและสิวอุดตัน โดยจะเป็นตัวนำน้ำมันและสิ่งสกปรกออกไปรวมทั้งน้ำหล่อเลี้ยงบนชั้นผิวด้วย จึงทำให้ผิวขาดความชุ่มชื้นและแห้งตึงได้

Sodium Hydroxide :
โซเดียมไฮดรอกไซด์ ใช้เป็นส่วนประกอบหลักใน สบู่ แชมพู น้ำยายืดผม ซึ่งเป็นสารที่มีความเป็นด่างสูง จึงอาจทำให้ผิวหรือหนังศีรษะแห้งลอกหรือเกิดการอักเสบได้

Talc/Talcum : แป้งทัลส์หรือทัลคัมที่พบได้ทั่วไปในผลิตภัณฑ์แป้งฝุ่น แป้งอัดแข็ง บลัชออน อายแชโดว์ หรือสเปรย์ระงับกลิ่นกาย ให้ความรู้สึกลื่น นุ่มนวล แต่ไม่ควรใช้กับส่วนเล้นลับเพราะมีการวิจัยพบว่าอาจเพิ่มความเสี่ยงต่อการ เป็นมะเร็งมดลูกได้มากกว่าปรกติถึง 3 เท่า

Steroid :
สเตียรอยด์ สารอันตรายที่ก่อให้เกิดความผิดปรกติของผิวหนังได้ เนื่องจากสเตียรอยด์เป็นสารอันตรายผู้ผลิตจึงมักไม่ระบุชื่อลงไปในฉลาก ดังนั้นจึงควรเลือกเครื่องสำอางที่น่าเชื่อถือมีเลขทะเบียนอนุญาตจำหน่าย หรือตราที่รับรองว่าผ่านการตรวจสอบแล้ว


เคล็ดลับการเลือกและการเก็บรักษา

ส่วนผสมปลอดภัย
บรรจุภัณฑ์ดูดี
แหล่งที่มาน่าเชื่อถือ
รายละเอียดสินค้าชัดเจน
มีอย. รับรอง
ทดสอบว่าไม่แพ้

สำหรับการเก็บรักษาเครื่องสำอางให้สามารถใช้งานได้นานที่สุดและไม่เสื่อม สภาพไปก่อนอายุไขอันควรคือ ประมาณ 2 ปี นับจากวันที่ผลิต สิ่งสำคัญอยู่ที่การรักษาความสะอาดและอุณหภูมิอันเหมาะสมไม่ควรเก็บในห้อง ที่อากาศร้อนอบอ้าว ควรเก็บไว้ในที่ที่แดดส่องไม่ถึงบางคนชอบนำไปเก็บในตู้เย็น (ชั้นที่ไม่เย็นจัดนัก) ซึ่งก็ช่วยรักษาสภาพของเครื่องสำอางไว้ได้นาน

ไม่ควรนำมือเข้าไปควักหรือป้ายเครื่องสำอางออกมาจากขวดควรเทหรือใช้ช้อน สำหรับตักเล็ก ๆ ตักเครื่องสำอางออกมา หลังใช้ทุกครั้งควรปิดฝาให้สนิทเพื่อป้องกันการระเหยของส่วนผสมที่เป็นน้ำใน เครื่องสำอาง และการปนเปื้อนของเชื้อจุลินทรีย์ที่เป็นสาเหตุทำให้เครื่องสำอางบูดเสียได้ หากเครื่องสำอางมีกลิ่นหรือสีเปลี่ยนไปส่วนผสมแยกตัวออกจากกันเกิดฟองขึ้น หรือจับตัวเป็นก้อนแข็ง ฯลฯ แสดงว่าเสียใช้ไม่ได้แล้ว  

ขอขอบคุณข้อมูลจาก Health&Cuisine ขอขอบคุณภาพจากอินเตอร์เน็ต

เครื่องสําอางค์เก็บได้กี่ปี...น๊า

สิ่งของทุกอย่างบนโลกใบเล็ก ๆ ใบนี้ย่อมมีวันหมดอายุและเสื่อม สภาพไปตามการเวลา เครื่องสำอางค์ก็เฉกเช่นเดียวกันที่ต้องมีวันหมดอายุไป แต่ทว่าเครื่องสําอางค์เก็บได้กี่ปีกัน น๊า...หลายคนอาจจะกำลังอยากรู้ ถูกแล้วค่ะโดยเฉพาะคุณสาวยิ่งต้องควรรู้ว่า เครื่องสําอางค์เก็บได้กี่ปี เพราะเครื่องสำคัญที่ประทินความสวยของเรานั้นเราจำเป็นต้องใช้ทุกวันหากว่า เรานั้นใช้เครื่องสำอางค์ที่หมดอายุใบหน้าสวย ๆ ของคุณแทนที่จะสวยอาจกลายเป็นขี้เหร่แทนซะอย่างนั้นคงไม่เป็นการดีแน่ ๆ




เครื่องสําอางค์เก็บได้กี่ปี


- ครีมบำรุงผิว จะมีอายุไม่เกิน 1 ปี
หรือจะสังเกต ได้จากเนื้อครีมที่เปลี่ยนไปจากเดิม ซึ่งเราสามารถยืดอายุการใช้งานของครีมได้ โดยการเก็บรักษาในตู้เย็นหลังจากใช้เสร็จความเย็นจะช่วยให้เนื้อครีมไม่เสีย ง่าย

- ลิปสติก อายุในการใช้งานไม่เกิน 2 ปี
และ สามารถสังเกตว่าหมดอายุได้เมื่อเนื้อลิปสติกเริ่มมีกลิ่นหรือเปลี่ยนสี สำหรับวิธียืดอายุการใช้งานให้ใช้พู่กันป้ายเนื้อลิปสติกมาทาที่ปากแทนการ ที่ลิปสติกสัมผัสกับริมฝีปากโดยตรง

- มาสคาร่า ควรเปลี่ยนให้ทุก ๆ 3 เดือน
เนื่องจากด้ามแปรงที่ปัดขนตานั้นจะเป็นทีสะสมของเชื้อแบคทีเรีย ซึ่งอาจส่งผลร้ายต่อดวงตาได้


เครื่องสําอางค์ สวย


- แป้งฝุ่นหรือแป้งบลัชออน ซึ่งมีหลากหลายสีให้เลือกใช้จะมีอายุการใช้งานประมาณ 2 ปี หลังจากที่เปิดใช้ครั้งแรก

- ยาทาเล็บ โดยปกติจะมีอายุไม่เกิน 1 ปี ซึ่งขึ้นอยู่กับคุณภาพของยาทาเล็บด้วย หากไม่ค่อยได้ใช้ควรเขย่าขวดบ่อย ๆ เพื่อยืดอายุการใช้งานไม่ให้น้ำยาเกาะตัวกัน

- น้ำหอม โดยทั่วไปจะเก็บได้ประมาณ 3 ปี ควรเก็บไว้ให้ห่างจากแสงแดดและความร้อน แต่ถ้าเปิดใช้งานแล้วจะอยู่ได้ราวปีกว่า หากหมดอายุจะมีกลิ่นผิดปกติไปหรือมีกลิ่นฉุนคล้ายน้ำส้มสายชูมีสีที่เปลี่ยน ไปจากเดิมมีลักษณะเหนียวข้นขึ้น

หากละเลยไม่สนใจกับเรื่องเล็กน้อยอย่างนี้แล้ว อาจจะทำให้ผิวพรรณของคุณเสียโฉมได้ค่ะ

ขอขอบคุณข้อมูลจาก นิตยสารสวยด้วยแพทย์ ขอขอบคุณภาพจากอินเตอร์เน็ต